บทที่ 2
เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาค้นคว้า
ในการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย
เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และการดูแลรักษา เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิ
และแพร่หลายซึ่งผู้จัดทำได้ศึกษาแนวคิด เอกสาร และเนื้อหาที่เกี่ยวข้องในการจัดทำสื่อ
เพื่อนำเสนอเป็นบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียตามหัวข้อ ดังต่อไปนี้
1.เอกสารที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานที่ศึกษาค้นคว้าและฝึกงาน
1.
ตราสัญลักษณ์ประจำโรงเรียน
2. สถานที่ตั้ง และการติดต่อ
3. ประวัติความเป็นมา
4. ปรัชญา
5. ต้นไม้ประจำโรงเรียน
2.
เอกสารที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา และการพัฒนาบทเรียนมัลติมีเดีย
1.
ความหมายของคอมพิวเตอร์
2.
คุณสมบัติของคอมพิวเตอร์
3. ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์
4.
ประเภทของคอมพิวเตอร์
5.
องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์
6.
ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์
7.
การดูแลรักษาคอมพิวเตอร์
เอกสารที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานที่ศึกษาค้นคว้าและฝึกงาน
1.ตราสัญลักษณ์ประจำโรงเรียน
ภาพที่ 2.1 ตราโรงเรียนชลกันยานุกูลแสนสุข
ตราสัญลักษณ์ สี และอักษรย่อโรงเรียน ความหมายตราสัญลักษณ์โรงเรียน
ปญญา นรานํ รตนํ คือ ปัญญาเป็นแก้วสารพัดนึกของนรชน (นรชน คือ คนดี) อักษรย่อ ช.น.ส. คือ อักษรย่อโรงเรียนชลกัลยานุกูล แสนสุข รูปเรือใบ
คือ แทนการก้าวหน้าไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญในการทำอาชีพ คลื่น 4 คลื่น คือ น้ำใจ ที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ น้ำคำ
วาจาที่ไพเราะ อ่อนหวาน น้ำมือ ฝีมือในการทำงาน น้ำ แทนความเยือกเย็น หิน หรือภูเขา
คือ ความหนักแน่น เข้มแข็ง ต้นไม้ คือ ความโอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้อื่นเหมือนกิ่งก้านสาขาต้นไม้ที่ให้ความร่มเย็น
สีประจำโรงเรียน คือ สีฟ้า - ขาว สีฟ้า
คือ สีฟ้าแห่งน้ำทะเล สัญลักษณ์ของชลบุรี สีขาว
คือ สีแห่งความบริสุทธิ์และคุณธรรมททั้งหลาย
2. สถานที่ตั้ง และการติดต่อ
ที่ตั้ง : เลขที่ 2 ซอย 3 ถนนมิตรสัมพันธ์ ตำบลแสนสุข
อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี
รหัสไปรษณีย์ : 20130
โทรศัพท์ : 038-381669
โทรสาร : 038-382550
Website : http://www.saensuk.ac.th หรือ http://203.172.220.170/home
3. ประวัติความเป็นมา
เดิมโรงเรียนชลกันยานุกูล แสนสุข ชื่อว่า โรงเรียนแสนสุข
โดยตั้งอยู่ในบริเวณวัดแจ้งเจริญดอน ตำบลแสนสุข อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี เป็นโรงเรียนของสังกัดกองโรงเรียนรัฐบาล
กรมวิสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ แรกเริ่มที่กำเนิดโรงเรียนนี้
มีมูลเหตุมาจากความคิดของ นายสุวิทย์ ชลิตาภรณ์ อดีตอาจารย์ใหญ่โรงเรียนวัดแจ้งเจริญดอน
ซึ่งเห็นว่าเด็กๆ ในตำบลแสนสุขที่จบการศึกษา ระดับชั้นประถมศึกษา ในปีหนึ่งๆ มีจำนวนมาก
ประกอบกับโรงเรียนวัดแจ้งเจริญดอนก็ได้เปิดสอนชั้นมัธยม สามัญปีที่ 1-2-3 (ชั้นประถมปีที่
4-5-6) อยู่แล้ว เมื่อเด็กเรียนจบชั้นมัธยมสามัญปีที่ 3 แล้วบางคน ไม่มีโอกาสไปศึกษาต่อในจังหวัดอันเนื่องมาจากฐานะของผู้ปกครอง
จึงได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษากับสมาคมครูและผู้ปกครอง ซึ่งในขณะนั้นมี กำนันวิสัย อูนากูล
เป็นนายกสมาคม และต่างก็ได้ให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน จึงทำหนังสือเสนอ ต่อทางราชการ
เพื่อขอเปิดโรงเรียนมัธยมปีที่ 4-5-6 ขึ้นเมื่อวันที่ 17
พฤษภาคม 2499 เปิดสอน ชั้นมัธยมปีที่ 4
เพียงห้องเดียว โดยอาศัยอาคารเรียนของโรงเรียนวัดแจ้งเจริญดอน และใช้ชื่อว่า
"โรงเรียนแสนสุข" มีอักษรย่อปักอกเสื้อเครื่องแบบนักเรียนว่า "ช.บ.
43" (ต่อมาใช้อักษรย่อ "ส.ส.") และให้นายสุวิทย์
ชลิตาภรณ์ ทำหน้าที่รักษาการในตำแหน่ง ครูใหญ่
พ.ศ.2502
ได้รับงบประมาณจากกรมวิสามัญเป็นเงิน 80,000 บาท(แปดหมื่นบาทถ้วน)
สร้างอาคารเรียนตามแบบกรมวิสามัญ มี 4 ห้องเรียน ไม่ได้ทาสี เมื่อสร้างเสร็จ
ทางสมาคมครูและผู้ปกครอง พร้อมคณะครูได้ร่วมกัน จัดหาเงินเพื่อใช้จ่ายในการ ติดตั้งไฟฟ้าครบทั้ง
4 ห้องเรียน ได้เปิดใช้อาคารเมื่อ พ.ศ.2503 โดยมีครูทั้งสิ้น จำนวน 3 คน คือ
1. นายแสวง ภัทรพิศาล
2. นายประมวล แช่มภักดี
3. นายประเสริฐ มงคล
พ.ศ.2505
มีครูเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 5 คน คือ นายนัฐพงษ์ กนะกาศัย
และ นายวิโรจน์ ฐิติวร
พ.ศ.2509
ได้ขยายชั้นเรียน ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เป็น 2 ห้องเรียน จีงมีห้องเรียนเป็น 2-1-1 และในปีนี้เองรัฐบาลได้โอนโรงเรียน
ประชาบาล ไปสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด ส่วนโรงเรียนมัธยมศึกษายังคงสังกัดกระทรวงศึกษาธิการตามเดิม และกรมวิสามัญได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้ นายแสวง ภัทรพิศาล
รักษาการในตำแหน่งครูใหญ่แทน นายสุวิทย์ ชลิตาภรณ์
1 ต.ค.2511
นายแสวง ภัทรพิศาล ได้ดำรงตำแหน่งครูใหญ่โรงเรียนแสนสุข
และได้งบประมาณก่อสร้างอาคารเรียนเพิ่มเติม เป็นเงิน 240,000 บาท (สองแสนสี่หมื่นบาทถ้วน)
พร้อมบ้านพักครูอีกจำนวน 1 หลังเป็นเงิน 50,000 บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน) และจากจำนวนห้อง 3-2-2 เป็น 3-3-2
พ.ศ.2513
เปิดชั้นเรียนเพิ่มขึ้นเป็น 4-3-2 ได้รับงบประมาณก่อสร้างบ้านพักครูเพิ่มขึ้นอีก
จำนวน 2 หลัง เป็นจำนวนเงิน 100,000 บาท
(หนึ่งแสนบาทถ้วน)
พ.ศ.2514
ได้รับงบประมาณค่าก่อสร้างบ้านพักครู 2 หลัง เป็นเงิน 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน) และในปีนี้เอง กรมสามัญศึกษาได้มี คำสั่งให้ นายแสวง
ภัทรพิศาล ไปดำรงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ โรงเรียนบ้านบึง"อุตสาหกรรมนุเคราะห์"
และให้ นายนัฐพงษ์ กนะกาศัย รักษาการในตำแหน่งครูใหญ่ จนถึงเดือนมกราคม พ.ศ.2515
1 ก.พ.2515
กรมวิสามัญศึกษา ได้มีคำสั่งให้ นายปรีดา แก้วจินดา
ครูโทโรงเรียนชลราษฎรอำรุง มารักษาการในตำแหน่งครูใหญ่ โรงเรียนแสนสุข ซึ่งคณะนั้นมีครู-อาจารย์ รวมทั้งสิ้น 17 คนเนื่องจากบริเวณที่ตั้งอาคารเรียนในขณะนั้นมีเนื้อที่น้อยไม่สามารถ
ขยายอาคารเรียน อาคารประกอบอื่นๆได้ จำนวนนักเรียนก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงมีการจัดตั้งคณะกรรมการ
ดำเนินการจัดหา ที่ดินสำหรับขยายโรงเรียน ซึ่งประกอบด้วย
1. นายเฉลิม ศรีสมโพธิ์
2. นายสุวิทย์ ชลิตาภรณ์
3. นายประชา ศรีวิสุทธิ์
4. นายปรีดา แก้วจินดา
5. นายกมล กระแจะจันทร์
พ.ศ.2516
คณะกรรมการดังกล่าวได้ดำเนินการจัดซื้อที่ดิน เพื่อย้ายโรงเรียนไปสร้าง
ณ ที่แห่งใหม่ อยู่ห่างจากที่เดิมประมาณ 800 เมตร อยู่ติดกับอาณาเขตวัดบางเป้งเป็นเนื้อที่ 7 ไร่ 2 งาน 80 ตารางวา ท่านพระครูพรหมจริยาธิมุตติ์(หลวงพ่อกุหลาบ
หรือ อาจารย์หลาบ) เจ้าอาวาสวัดบางเป้งในขณะนั้น มอบที่ดินส่วนตัวอีกจำนวน 9 ไร่ 3 งาน 48 ตารางวา ซึ่งจำนวนที่ดินทั้งหมดก็ยังไม่พอสร้างโรงเรียนได้ท่านพระครูพรหมจริยาธิมุตติ์
จึงอนุญาตให้ใช้ที่ธรณีสงฆ์ของวัดบางเป้งอีก 4 ไร่ 24 ตารางวา รวมเป็น 21 ไร่ 2 งาน
52 ตารางวา
2518
กรมสามัญศึกษาได้จัดสรรงบประมาณ สร้างอาคารเรียนหลังแรก
แบบ 418 ค. เป็นเงิน 3,600,000 บาท พร้อมงบประมาณสำหรับห้องส้วมนักเรียน บ้านพักภารโรง และบ้านพักครู อย่างละ
2 หลัง ระหว่างก่อสร้างนี้เอง นายปรีดา แก้วจินดา ถึงแก่กรรม
นายประเสริฐ มงคล ได้รับแต่งตั้งให้รักษาการตำแหน่งครูใหญ่
พ.ศ.2519
สิ่งก่อสร้างชุดแรกแล้วเสร็จ นายปราศรัย ชลวาสิน
ซึ่งมาดำรงตำแหน่งครูใหญ่ ก็ดำเนินการขนย้ายทรัพย์สินมายังโรงเรียน
แห่งใหม่ เลขที่ 92 หมู่ 1 ตำบลแสนสุข อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่
30 เมษายน 2519 ในปีเดียวกันนี้ กำนันสมชาย คุณปลื้ม ได้บริจาคเงินสร้างเสาธงให้โรงเรียน
และมีการต่อเติม ห้องใต้อาคารเรียนใช้เป็นห้องสมุด
1 ห้อง
พ.ศ.2520
พระครูพิพัฒน์ศีลคุณ(อาจารย์บัว) เจ้าคณะตำบลแสนสุขและเจ้าอาวาสวัดบางเป้ง
มอบที่ดินธรณีสงฆ์ให้ใช้ในกิจการโรงเรียน เป็นเนื้อที่จำนวน 12 ไร่ 2 งาน 16 ตารางวา
ปีงบประมาณ 2521
ได้รับงบประมาณสร้างอาคารเรียนแบบ 418 ค. (318 ล.) ครึ่งหลัง มี 9 ห้องเรียน เป็นเงิน 1,900,000 บาท
พ.ศ.2525
เปิดสอนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
พ.ศ.2527
กำนันสมชาย คุณปลื้ม บริจาคที่ดินด้านทิศตะวันตกของโรงเรียนให้
จำนวน 1 ไร่ 2 งาน
39 ตารางวา
พ.ศ.2531
ได้รับงบประมาณสร้างอาคารเรียนแบบ 418 ค.(318 ล.) อีกครึ่งหลัง 9 ห้องเรียน เป็นเงิน 2,750,000 บาท (รวมเป็นอาคารเรียนหลังที่2) ให้ใช้เป็นอาคารเรียนได้ในปีการศึกษา
2532
พ.ศ.2534
โรงเรียนแสนสุขได้รับคัดเลือกจากกระทรวงศึกษาธิการ
ให้เป็นโรงเรียนที่ได้รับ รางวัลพระราชทานระดับมัธยมศึกษาขนาดกลาง ประจำปีการศึกษา
2534
พ.ศ.2535
นายชม พิมพ์สกุล มอบที่ดินที่อยู่ติดกับเขตโรงเรียนให้โรงเรียนแสนสุข
จำนวน 1 ไร่ 2 งาน 5 ตารางวา รวมเป็นพื้นที่
โรงเรียนทั้งสิ้น 37 ไร่ 1 งาน 12 ตารางวา
พ.ศ.2543
ได้รับงบประมาณเหลือจ่าย จากกรมสามัญศึกษา เป็นค่าก่อสร้างอาคารหอประชุม
โรงอาหาร แบบ 100/27 วงเงิน 4,240,000 บาท โดยเริ่มก่อสร้างในเดือนตุลาคม
2543 และแล้วเสร็จในเดือน มิถุนายน 2544
พ.ศ.2544
ได้รับงบประมาณจากกรมสามัญศึกษา จำนวน 200,000 บาท ในการทาสีภายนอก
อาคารเรียน 418 ค. ใหม่จำนวน 2 หลัง ได้รับงบประมาณจากกรมสามัญศึกษา
ในการปรับปรุง หอประชุม-โรงอาหาร แบบ 002/12 จำนวนเงิน 350,000 บาท ได้รับเงินสนับสนุนช่วยเหลือเพื่อพัฒนาการศึกษา จำนวน 300,000 บาท ได้รับงบประมาณสนับสนุนในการก่อสร้างอาคารพยาบาลตามแบบกรม สามัญศึกษา
เป็นเงิน 420,000 บาท โรงเรียนได้ร่วมกับคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
ครู-อาจารย์ นักเรียน ผู้ปกครองนักเรียน พ่อค้า ประชาชน ทอดผ้าป่าการศึกษา เพื่อสร้างรั้วโรงเรียน
และเพื่อพัฒนาการศึกษาได้ัรับเงิน จำนวน 1,800,000 บาทได้รับงบประมาณสนับสนุน่วยเหลือจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล
จำนวน 300,000 บาท ในการต่อเติมใต้ถุนอาคารเรียน แบบ 418 ค. เป็นห้อง โสตทัศนศึกษา ห้องประชุมเล็กและห้องผู้บริหารโรงเรียนเป็นโรงเรียนนำร่องโครงการทดลองรูปแบบการบริหารจัดการหลักสูตร
สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ เป็นโรงเรียนที่ผ่านการประเมินคุณภาพภายนอกจากคณะกรรมการประเมินคุณภาพภายนอก
ของ สมศ. เมื่อวันที่ 18-20 กันยายน 2544 เป็นโรงเรียนที่จัดระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนได้รับมาตรฐานคุณภาพดีเด่น
ของกรมสามัญศึกษา เป็นศูนย์พัฒนาวิชาการพระพุทธศาสนา กลุ่มโรงเรียนมัธยมศึกษา จังหวัดชลบุรี
ได้รับรางวัลห้องเรียนภาษาไทยดีเด่น ของศูนย์พัฒนาวิชาภาษาไทยจังหวัดชลบุรี
พ.ศ.2545
ได้รับงบประมาณจากกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี
และสิ่งแวดล้อม วงเงิน 558,000 บาท ในการเปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์อนุรักษ์ พลังงาน ตามโครงการอาคารของรัฐ
2545 อาคาร : อาคารโรงเรียนแสนสุข ได้รับเงินจากกรมสามัญศึกษา
เป็นค่าซ่อมแซมอาคารชั่วคราว จำนวน 4 ห้องเรียน วงเงิน 300,000 บาท
พ.ศ.2546
ได้รับงบประมาณจากกรมสามัญศึกษาในการปรับปรุงานเอนกประสงค์
ปูอิฐตัวหนอน พื้นที่ 625 ตารางเมตรวงเงิน 127,500 บาท ได้รับเงินอุดหนุนช่วยเหลือจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี
จำนวน 1,000,000 บาท เป็นค่าก่อสร้างที่พักและที่ทำงานครู-อาจารย์ด้านกีฬา
โรงเรียนแสนสุข ได้รับงบประมาณสนันสนุนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี จำนวน 454,000 บาท ในการจัดทำโครงการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษา ต่างประเทศ
เป็นค่าซ่อมแซมชุดฝึกปฏิบัติการทางภาษา จำนวน 45 ชุด วงเงิน 130,000 บาท เ็ป็นค่าซื้อชุดมัลติมีเดีย วงเงิน 24,000 บาท และเป็นค่าจ้างครู
ชาวต่างชาติเจ้าของภาษา จำนวน 1 คน เป็นเวลา 12 เดือน วงเงิน 300,000 บาท
พ.ศ.2547
ได้รับเงินอุดหนุนช่วยเหลือจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี
จำนวน 238,480 บาท ในการสร้างและพัฒนาศูนย์การเรียนมัลติมีเดีย ได้รับเงินอุดหนุนช่วยเหลือจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี
จำนวน 246,800 บาท ในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ระบบเทคโนโลยี ได้รับเงินอุดหนุนช่วยเหลือจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี
จำนวน 247,360 บาท ในการพัฒนาห้องสมุดเทคโนโลยี ได้รับเงินอุดหนุนช่วยเหลือจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี
จำนวน 67,326 บาท ในการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้และการบริหารจัดการ
ของโรงเรียน
8 ตุลาคม 2547
โรงเรียนแสนสุข ได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงศึกษาธิการ
ให้เปลี่ยนชื่อโรงเรียน จาก " โรงเรียนแสนสุข " เปลี่ยนเป็น " โรงเรียนชลกันยานุกูล
แสนสุข " ใช้ อักษรย่อ ช.น.ส.
พ.ศ.2548
ได้รับเงินอุดหนุนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี
จำนวน 16,000,000 บาท ก่อสร้างอาคารเรียน 5 ชั้น ตามแบบ อบจ. จำนวน 1 หลัง ได้รับเงินอุดหนุนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี จำนวน 406,000 บาท จัดซื้อเครื่องดนตรีสากล จำนวน 1 ชุด ได้รับเงินอุดหนุนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี
จำนวน 1,931,000 บาท ปรับปรุงสนามฟุตบอลให้ได้มาตรฐาน ได้รับเงินอุดหนุนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี
จำนวน 760,000 บาท ปรับปรุงสระน้ำของโรงเรียนให้เป็นที่พักผ่อน
และสถานออกกำลังกายของชุมชน ได้รับความอนุเคราะห์เครื่องปรับอากาศ สำหรับติดตั้งในห้องเรียนคอมพิวเตอร์
จากบริษัท ไดกิ้นประเทศไทย จำกัด จำนวน 6 เครื่อง มูลค่า 256,158 บาท ได้รับความอนุเคราะห์เงินจาก พระครูสิริพรหมจริยวัตร(หลวงพ่อศรี) เจ้าอาวาส
วัดบางเป้ง เพื่อจัดซื้อเครื่องปรับอากาศ จำนวน
4 เครื่อง มูลค่า 95,000 บาท เพื่อติดตั้งในห้องสมุดโรงเรียน
จัดสร้างศาลาไทยกลางสระน้ำ โรงเรียนชลกันยานุกูล แสนสุข จัดสร้างโดยความเห็นชอบของ นายสมชาติ คุณปลื้ม โดยใช้งบประมาณของ
สมาคมผู้ปกครองและครู โรงเรียนชลกันยานุกูล แสนสุขจำนวนเงิน 175,000 บาท จัดสวนอุทยานการศึกษา โดยสวนนงนุช อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เป็นจำนวนเงิน 280,000 บาท ที่ตั้งปัจจุบัน โรงเรียนชลกันยานุกูล
แสนสุข ตั้งอยู่เลขที่ 2 ซอย 3 ถนนมิตรสัมพันธ์ ตำบลแสนสุข อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี
อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอเมืองชลบุรี และศาลากลางจังหวัดชลบุรี ประมาณ 12 กิโลเมตร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา
เขต 18
4. ปรัชญา
ปรัชญา คำขวัญ คติพจน์ของโรงเรียนชลกันยานุกูล แสนสุข
ปรัชญา : การศึกษาเป็นรากฐานของชีวิต คำขวัญ : มารยาทดี สามัคคี มีวินัย ใฝ่ใจเรียน
คติพจน์ : ปญญา นรานํ รตนํ (ปัญญาเป็นแก้วสารพัดนึกของนรชน)
5. ต้นไม้ประจำโรงเรียน
โพทะเล
ชื่อวิทยาศาสตร์ Thespesia populnca (L.) Soland. EX
Correa
ชื่อสามัญ Mallow tree, Portia Tree, Cork
Tree, Rosewood of Seychelles, Tulip Tree
วงศ์ MALVACEAE (The Mallow Family)
ชื่ออื่น ๆ บากู (มาลายู, นราธิวาส, ปัตตานี), บ่อน้ำ, ปอมัดไทร,
ปอกระหมัดไพร,โพธิ์ทะเล (ไทย)
ลักษณะทั่วไป
ต้น เป็นพรรณไม้พุ่มยืนต้น จะแตกกิ่งก้านสาขาโยกหยักไปหยักมา
มีลำต้นเป็นสีเทาอ่อน ๆ และเปลือกจะเรียบเกลี้ยง มีลักษณะของต้นคล้ายกับต้นโพ ลำต้นจะสูงประมาณ
10 - 15 เมตร ใบ ลักษณะของใบจะคล้ายกับใบโพด้วย ใบจะแตกออกเป็นพุ่มหนาแน่น ออกใบเรียงสลับกันไปตามข้อต้น
ใบจะแข็ง ตรงปลายใบจะไม่มีติ่งแหลมยาวอย่างใบโพ ใบจะมีสีเขียวเป็นมัน ขนาดของใบนั้นจะยาวประมาณ
3 - 5.5 นิ้ว ดอก มีสีเหลือง ลักษณะของดอกจะคล้ายกับดอกฝ้าย แต่ดอกจะไม่บานอ้าเต็มที่
จะบานกว้างประมาณ 3 นิ้ว วงในดอกจะเป็นสีม่วงคล้ำ ดอกจะมีอยู่ 5 กลีบ เกสรที่อยู่ในดอกนั้นจะโผล่ออกมาคล้ายกับดอกชบา
เนื้อไม้ สีน้ำตาลอมแดงคล้ำ มีริ้วสีอ่อนและแก่กว่าสีพื้นสลับ เสี้ยนเป็นคลื่นบ้างเล็กน้อยเนื้อละเอียดพอประมาณ
เหนียวมากแข็งทนทาน เลื่อยไสกบตกแต่งง่าย ขัดชักเงาได้ดี น้ำหนักเนื้อไม้ต่อ 1 ลูกบาศก์ฟุต
ประมาณ 48 - 53 ปอนด์แหล่งที่เกิดหรือแหล่งที่พบขึ้นตามป่าชายทะเลทั่วไป พบบริเวณใกล้ป่าชายเลน
การขยายพันธุ์ เป็นพรรณไม้กลางแจ้งที่ชอบแสงแดดจัด
เป็นพรรณไม้ที่เจริญเติบโตได้ดีในดิน ทุกชนิด แต่ต้องมีความชุ่มชื้นอยู่สม่ำเสมอ มักจะพบโพทะเลขึ้นอยู่ตามที่ลุ่มมากกว่าที่ดอน
ไม่ว่าจะเป็นที่ใกล้น้ำเค็ม น้ำกร่อยหรือน้ำเปรี้ยว มีความต้องการน้ำมาก ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและตอน
ประโยชน์ - เนื้อไม้ ทำเครื่องเรือน กระดานพื้น เครื่องกลึง
ด้ามเครื่องมือ เครื่องดนตรี พานท้ายและรางปืน
ประโยชน์ - สมุนไพร ผลและใบตำให้ละเอียดใช้พอกแก้หิดได้
เปลือกต้มกับน้ำแล้วนำไปล้างทำความ สะอาดแผลเรื้อรังได้ รากอ่อนใช้รับประทานเป็นยาบำรุง
แหล่งที่มาของข้อมูล วิทย์
เที่ยงบูรณธรรม. พจนานุกรมไม้ดอกไม้ประดับในเมืองไทย (เล่มที่ 2). 2530 หน้า 613 กรุงเทพฯ:
โอ.เอส.พริ้นติ้งเฮาส์ 2530 กฤษเดช สุภาพไพบูรณ์และจิตต์ คงแสงไทย. พรรณไม้สมุนไพรในป่าชายเลน.
รายงานการสัมมนาระบบนิเวศวิทยาป่าชายเลน ครั้งที่ 4 จังหวัดสุราษฎร์ธานี 7 - 11 กรกฎาคม.
กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, 2525. ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ ตรี กกกำแหง เรื่อง
ไม้ที่มีประโยชน์ของประเทศไทย.หน้า 89 - 90. 2516
เอกสารที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา และการพัฒนาบทเรียนมัลติมีเดีย
1. ความหมายของคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์ คือ
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำงานตามชุดคำสั่งอย่างอัตโนมัติ
โดยจะทำการคำนวณเปรียบเทียบ ทางตรรกะกับข้อมูล และให้ผลลัพธ์ออกมาตามต้องการ
โดยมนุษย์ไม่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องในการประมวลผล
2. คุณสมบัติของคอมพิวเตอร์
ปัจจุบันนี้คนส่วนใหญ่นิยมนำคอมพิวเตอร์มาใช้งานต่าง ๆ มากมาย
ซึ่งผู้ใช้ส่วนใหญ่มักจะคิดว่าคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือที่สามารถทำงานได้สารพัด
แต่ผู้ที่มีความรู้ทางคอมพิวเตอร์จะทราบว่า
งานที่เหมาะกับการนำคอมพิวเตอร์มาใช้อย่างยิ่งคือการสร้าง สารสนเทศ
ซึ่งสารสนเทศเหล่านั้นสามารถนำมาพิมพ์ออกทางเครื่องพิมพ์
ส่งผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรือจัดเก็บไว้ใช้ในอนาคตก็ได้
เนื่องจากคอมพิวเตอร์จะมีคุณสมบัติต่าง ๆ คือ
2.1ความเป็นอัตโนมัติ (Self Acting)การทำงานของคอมพิวเตอร์จะทำงานแบบ
อัตโนมัติภายใต้คำสั่งที่ได้ถูกกำหนดไว้
ทำงานดังกล่าวจะเริ่มตั้งแต่การนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ
การประมวลผลและแปลงผลลัพธ์ออกมาให้อยู่ในรูปแบบที่มนุษย์เข้าใจได้
2.2 ความเร็ว (Speed) คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันนี้สามารถทำงานได้ถึงร้อยล้านคำสั่งในหนึ่งวินาที
2.3 ความเชื่อถือ (Reliable) คอมพิวเตอร์ทุกวันนี้จะทำงานได้ทั้งกลางวันและกลางคืนอย่างไม่มีข้อผิดพลาด
และไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
2.4 ความถูกต้องแม่นยำ (Accurate) วงจรคอมพิวเตอร์นั้นจะให้ผลของการคำนวณที่ถูกต้องเสมอหากผลของการคำนวณผิดจากที่ควรจะเป็น
มักเกิดจากความผิดพลาดของโปรแกรมหรือข้อมูลที่เข้าสู่โปรแกรม
2.5 เก็บข้อมูลจำนวนมาก ๆ ได้ (Store massive
amounts of information) ไมโครคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน
จะมีที่เก็บข้อมูลสำรองที่มีความสูงมากกว่าหนึ่งพันล้านตัวอักษร
และสำหรับระบบคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่จะสามารถเก็บข้อมูลได้มากกว่าหนึ่งล้าน ๆ
ตัวอักษร
2.6 ย้ายข้อมูลจากที่หนึ่งไปยังอีกทีหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว
(Move information) โดยใช้การติดต่อสื่อสารผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ซึ่งสามารถส่งพจนานุกรมหนึ่งเล่มในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
ไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ไกลคนซีกโลกได้ในเวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งวินาที
ทำให้มีการเรียกเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมกัน ทั่วโลกในปัจจุบันว่า
ทางด่วนสารสนเทศ (Information Superhighway)
2.7 ทำงานซ้ำๆได้ (Repeatability) ช่วยลดปัญหาเรื่องความอ่อนล้าจากการทำงานของแรงงานคน
นอกจากนี้ยังลดความผิดพลาดต่างๆได้ดีกว่าด้วย
ข้อมูลที่ประมวลผลแม้จะยุ่งยากหรือซับซ้อนเพียงใดก็ตาม
จะสามารถคำนวณและหาผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็ว
3. ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์
จำแนกหน้าที่ของฮาร์ดแวร์ต่างๆ สามารถแบ่งเป็นส่วนสำคัญ 4 ประเภท คือ อุปกรณ์นำข้อมูลเข้า (Input Device) อุปกรณ์ประมวลผล
(Processing Device) หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง (Secondary
Storage Device) อุปกรณ์แสดงผล (Output Device)
รูปที่2.2 แสดงวงจรการทำงานของคอมพิวเตอร์
3.1 อุปกรณ์นำข้อมูลเข้า (Input
Device)
รูปที่2.3 อุปกรณ์นำเข้าแบบต่างๆที่พบเห็นในปัจจุบัน
เป็นอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าข้อมูลหรือชุดคำสั่งเข้ามายังระบบเพื่อให้คอมพิวเตอร์ประมวลผลต่อไปได้ซึ่งอาจจะเป็นตัวเลขตัวอักษรภาพนิ่งภาพเคลื่อนไหวเสียงเป็นต้น
3.2อุปกรณ์ประมวลผล (Processing
Device)
อุปกรณ์ประมวลผลหลักๆมีดังนี้
3.2.1ซีพียู (CPU-Central
Processing Unit) หน่วยประมวลผลกลางหรือซีพียูเรียกอีกชื่อ
หนึ่งว่าโปรเซสเซอร์
(Processor) หรือชิป (Chip) นับเป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญมากที่สุดของฮาร์ดแวร์เพราะมีหน้าที่ในการประมวลผลข้อมูลที่ผู้ใช้ป้อนเข้ามาทางอุปกรณ์นำเข้าข้อมูลตามชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่ผู้ใช้ต้องการใช้งานหน่วยประมวลผลกลาง
3.2.2หน่วยความจำหลัก (Main
Memory) หรือเรียกว่าหน่วยความจำภายใน
(Internal
Memory) สามารถแบ่งออกเป็น2ประเภทได้แก่
- รอม (Read Only
Memory - ROM) เป็นหน่วยความจำที่มีโปรแกรมหรือข้อมูล
อยู่แล้วสามารถเรียกออกมาใช้งานได้แต่จะไม่สามารถเขียนเพิ่มเติมได้และแม้ว่าจะไม่มีกระแสไฟฟ้าไปเลี้ยงให้แก่ระบบข้อมูลก็ไม่สูญหายไป
- แรม (Random Access
Memory) เป็นหน่วยความจำที่สามารถเก็บข้อมูลได้เมื่อ
มีกระแสไฟฟ้าหล่อเลี้ยงเท่านั้นเมื่อใดไม่มีกระแสไฟฟ้ามาเลี้ยงข้อมูลที่อยู่ในหน่วยความจำชนิดนี้จะหายไปทันที
3.2.3เมนบอร์ด (Main
board) เป็นแผงวงจรต่อเชื่อมอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน
ของคอมพิวเตอร์ทั้งหมดถือได้ว่าเป็นหัวใจหลักของพีซีทุกเครื่องเพราะจะบอกความสามารถของเครื่องว่าจะใช้ซีพียูอะไรได้บ้างมีประสิทธิภาพเพียงใดสามารถรองรับกับอุปกรณ์ใหม่ได้หรือไม่
รูป
รูปที่ 2.4
เมนบอร์ดหรือแผงวงจรหลัก
3.2.4ซิปเซ็ต (Chip
Set) ซิปเซ็ตเป็นชิปจำนวนหนึ่งหรือหลายตัวที่บรรจุวงจรสำคัญๆที่
ช่วยการทำงานของซีพียูและติดตั้งตายตัวบนเมนบอร์ดถอดเปลี่ยนไม่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานงานและควบคุมการทำงานของหน่วยความจำรวมถึงอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างทั้งแบบภายในหรือภายนอกทุกชนิดตามคำสั่งของซีพียูเช่นSiS,
Intel, VIA, AMD เป็นต้น
3.3หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง
(Secondary Storage Device)เนื่องจากหน่วยความจำหลักมีพื้นที่ไม่เพียงพอในการเก็บข้อมูลจำนวนมากๆอีกทั้งข้อมูลจะหายไปเมื่อปิดเครื่องดังนั้นจำเป็นต้องหาอุปกรณ์เก็บข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเช่น
3.3.1ฮาร์ดดิสก์ (Hard
Disk) เป็นฮาร์ดแวร์ที่ทำหน้าที่เก็บข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้ง
โปรแกรมใช้งานต่างๆไฟล์เอกสารรวมทั้งเป็นที่เก็บระบบปฏิบัติการที่เป็นโปรแกรมควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วย
3.3.2ฟล็อบปี้ดิสก์ (Floppy
Disk) เป็นอุปกรณ์บันทึกข้อมูลที่มีขนาด3.5นิ้วมีลักษณะ
เป็นแผ่นกลมบางทำจากไมลาร์ (Mylar)
สามารถบรรจุข้อมูลได้เพียง1.44เมกะไบต์เท่านั้นี
3.3.3ซีดี (Compact
Disk - CD) เป็นอุปกรณ์บันทึกข้อมูลแบบดิจิทัลเป็นสื่อที่มีขนาด
ความจุสูงเหมาะสำหรับบันทึกข้อมูลแบบมัลติมีเดียซีดีรอมทำมาจากแผ่นพลาสติกกลมบางที่เคลือบด้วยสารโพลีคาร์บอเนต
(Poly Carbonate) ทำให้ผิวหน้าเป็นมันสะท้อนแสงโดยมีการบันทึกข้อมูลเป็นสายเดียว (Single
Track) มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ120มิลลิเมตรปัจจุบันมีซีดีอยู่หลายประเภทได้แก่ซีดีเพลง
(Audio CD) วีซีดี (Video CD - VCD) ซีดี- อาร์ (CD Recordable - CD-R) ซีดี-อาร์ดับบลิว (CD-Rewritable - CD-RW) และดีวีดี (Digital
Video Disk - DVD)
สื่อเก็บข้อมูลอื่นๆ
1) รีมูฟเอเบิลไดร์ฟ (Removable
Drive) เป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูลที่ไม่ต้องมีตัวขับเคลื่อน
(Drive) สามารถพกพาไปไหนได้โดยต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยPort
USB ปัจจุบันความจุของรีมูฟเอเบิลไดร์ฟมีตั้งแต่8 ,
16 , 32 , 64 , 128จนถึง1024เมกะไบต์ทั้งนี้ยังมีไดร์ฟลักษณะเดียวกันเรียกในชื่ออื่นๆได้แก่Pen
Drive , Thump Drive , Flash Drive
2) ซิบไดร์ฟ (Zip
Drive) เป็นสื่อบันทึกข้อมูลที่จะมาแทนแผ่นฟล็อปปี้ดิสก์มีขนาดความจุ100เมกะไบต์
ซึ่งการใช้งานซิปไดร์ฟจะต้องใช้งานกับซิปดิสก์
(Zip Disk) ความสามารถในการเก็บข้อมูลของซิปดิสก์จะเก็บข้อมูลได้มากกว่าฟล็อปปี้ดิสก์
3) Magnetic optical Disk Drive เป็นสื่อเก็บข้อมูลขนาด3.5นิ้วซึ่งมีขนาดพอๆกับฟล็อบปี้ดิสก์แต่ขนาดความจุมากกว่าเพราะว่าMO
Disk drive 1แผ่นสามารถบันทึกข้อมูลได้ตั้งแต่128เมกะไบต์จนถึงระดับ5.2กิกะไบต์
4) เทปแบ็คอัพ (Tape
Backup) เป็นอุปกรณ์สำหรับการสำรองข้อมูลซึ่งเหมาะกับการสำรองข้อมูลขนาดใหญ่มากๆขนาดระดับ10-100กิกะไบต์
5) การ์ดเมมโมรี (Memory
Card) เป็นอุปกรณ์บันทึกข้อมูลที่มีขนาดเล็กพัฒนาขึ้นเพื่อนำไปใช้กับอุปกรณ์เทคโนโลยีแบบต่างๆเช่นกล้องดิจิทัลคอมพิวเตอร์มือถือ
(Personal Data Assistant - PDA) โทรศัพท์มือถือ
3.4อุปกรณ์แสดงผล
(Output Device)
คืออุปกรณ์สำหรับแสดงผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลของคอมพิวเตอร์และเป็นอุปกรณ์ส่งออก(Output
device) ทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์เมื่อซีพียูทำการประมวลผล
รูปที่2.5 แสดงอุปกรณ์แสดงผลข้อมูลแบบต่างๆ
3.4.1 จอภาพ (Monitor)
เป็นอุปกรณ์แสดงผลลัพธ์ที่เป็นภาพ ปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2
ชนิด
คือ จอภาพแบบ CRT (Cathode Ray Tube) และ จอภาพแบบ LCD
(Liquid Crystal Display)
3.4.2 เครื่องพิมพ์ (Printer)
เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์ในรูปของอักขระหรือ
รูปภาพที่จะไปปรากฏอยู่บนกระดาษ
แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ เครื่องพิมพ์ดอตเมตริกซ์ (Dot
Matrix Printer) เครื่องพิมพ์แบบพ่นหมึก (Ink-Jet Printer) เครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์ (Laser Printer) และพล็อตสเตอร์
(Plotter)
3.4.3 ลำโพง (Speaker)
เป็นอุปกรณ์แสดงผลลัพธ์ที่อยู่ในรูปของเสียง สามารถเชื่อมต่อ
กับคอมพิวเตอร์ผ่านแผงวงจรเกี่ยวกับเสียง
(Sound card) ซึ่งมีหน้าที่แปลงข้อมูลดิจิตอลไปเป็นเสียง
4. ประเภทของคอมพิวเตอร์
เครื่องคอมพิวเตอร์แบ่งออกเป็นหลายประเภทขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการแบ่ง
เกณฑ์ที่ใช้จำแนก
|
ประเภทคอมพิวเตอร์
|
ตามลักษณะการใช้งาน
|
- แบบใช้งานทั่วไป
(General purpose computer)
-
แบบใช้งานเฉพาะ (Special purpose computer)
|
ตามขนาดและความสามารถ
|
-
ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (Supercomputer)
-
เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Mainframe computer)
-
มินิคอมพิวเตอร์ (Minicomputer)
-
ไมโครคอมพิวเตอร์ (Microcomputer)
-
คอมพิวเตอร์มือถือ (Handheld computer)
|
ตารางที่ 2.1
การจำแนกเครื่องคอมพิวเตอร์
4.1 ตามลักษณะการใช้งาน
4.1.1 แบบใช้งานทั่วไป (General Purpose Computer)
หมายถึง
เครื่องประมวลผลข้อมูลที่มีความยืดหยุ่นในการทำงาน (Flexible)
โดยได้รับ
การออกแบบให้สามารถประยุกต์ใช้ในงานประเภทต่างๆ ได้โดยสะดวก
โดยระบบจะทำงานตามคำสั่งในโปรแกรมที่เขียนขึ้นมา
และเมื่อผู้ใช้ต้องการให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานอะไร
ก็เพียงแต่ออกคำสั่งเรียกโปรแกรมที่เหมาะสมเข้ามาใช้งาน
โดยเราสามารถเก็บโปรแกรมไว้หลายโปรแกรมในเครื่องเดียวกันได้ เช่น
ในขณะหนึ่งเราอาจใช้เครื่องนี้ในงานประมวลผลเกี่ยวกับระบบบัญชี
และในขณะหนึ่งก็สามารถใช้ในการออกเช็คเงินเดือนได้ เป็นต้น
4.1.2 แบบใช้งานเฉพาะด้าน (Special Purpose Computer)
หมายถึง
เครื่องประมวลผลข้อมูลที่ถูกออกแบบตัวเครื่องและโปรแกรมควบคุม ให้
ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นการเฉพาะ (Inflexible) โดยทั่วไปมักใช้ในงานควบคุม
หรืองานอุตสาหกรรมที่เน้นการประมวลผลแบบรวดเร็ว
เช่นเครื่องคอมพิวเตอร์ควบคุมสัญญาณไฟจราจร คอมพิวเตอร์ควบคุมลิฟต์
หรือคอมพิวเตอร์ควบคุมระบบอัตโนมัติในรถยนต์ เป็นต้น
4.2 ตามขนาดและความสามารถเป็นการจำแนกประเภทของคอมพิวเตอร์ที่พบเห็นได้มากที่สุดในปัจจุบัน
ซึ่งสามารถแบ่งออกได้ดังนี้
4.2.1 ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ (Super Computer)
หมายถึง
เครื่องประมวลผลข้อมูลที่มีความสามารถในการประมวลผลสูงที่สุด โดยทั่วไป
สร้างขึ้นเป็นการเฉพาะเพื่องานด้านวิทยาศาสตร์ที่ต้องการการประมวลผลซับซ้อน
และต้องการความเร็วสูง เช่น งานวิจัยขีปนาวุธ งานโครงการอวกาศสหรัฐ (NASA)
งานสื่อสารดาวเทียม หรืองานพยากรณ์อากาศ เป็นต้น
4.2.2
เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Mainframe computer)
เมนเฟรมคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่
ทำงานร่วมกับอุปกรณ์หลายๆ
อย่างด้วยความเร็วสูงใช้ในงานธุรกิจขนาดใหญ่ มหาวิทยาลัยธนาคารและโรงพยาบาลเมนเฟรมคอมพิวเตอร์
สามารถเก็บข้อมูลที่มีปริมาณมาก ๆ เช่น
ในการสั่งจองที่นั่งของสายการบินที่บริษัททัวร์รับจองในแต่ละวัน นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมโยงใช้งานกับเครื่องเทอร์มินัล
(Terminal) หลาย ๆ เครื่อง ในระยะทางไกลกันได้ เช่น
ระบบเอที่เอ็ม (ATM) การประมวลผลข้อมูลของระบบเมนเฟรมนี้มีผู้ใช้หลาย
ๆ คนในเวลาเดียวกัน (Multi-user) สามารถประมวลผลโดยแบ่งเวลาการใช้ซีพียู
(CPU) โดยผ่านเครื่องเทอร์มินัล
การประมวลผลแบบแบ่งเวลานี้เรียกว่า Time sharing
4.2.3 มินิคอมพิวเตอร์ (Mini Computer)
ธุรกิจและหน่วยงานที่มีขนาดเล็กไม่จำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์ขนาดเมนเฟรมซึ่งมีราคา
แพง
ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์จึงพัฒนาคอมพิวเตอร์ให้มีขนาดเล็กและมีราคาถูกลง เรียกว่า
เครื่องมินิคอมพิวเตอร์
โดยมีลักษณะพิเศษในการทำงานร่วมกับอุปกรณ์ประกอบรอบข้างที่มีความเร็วสูงได้
มีการใช้แผ่นจานแม่เหล็กความจุสูงชนิดแข็ง (Harddisk) ในการเก็บรักษาข้อมูล
สามารถอ่านเขียนข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว หน่วยงานและบริษัทที่ใช้คอมพิวเตอร์ขนาดนี้
ได้แก่ กรม กอง มหาวิทยาลัย ห้างสรรพสินค้า โรงแรม โรงพยาบาล
และโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ
4.2.4 ไมโครคอมพิวเตอร์ (Microcomputer)
เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กที่สุด
ราคาถูกที่สุด ใช้งานง่าย และนิยมมากที่สุด
ราคาของเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์จะอยู่ในช่วงประมาณหมื่นกว่า ถึง
แสนกว่าบาท ในวงการธุรกิจใช้ไมโครคอมพิวเตอร์กับงานทุก ๆ อย่าง
ไมโครคอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กพอที่จะตั้งบนโต๊ะ (Desktop) หรือ ใส่ลงในกระเป๋าเอกสาร เช่น คอมพิวเตอร์วางบนตัก (Lap top) หรือโน้ตบุ๊ก (Note book) ไมโครคอมพิวเตอร์สามารถทำงานในลักษณะประมวลผลได้ด้วยตนเอง
โดยไม่ต้องเชื่อมโยงกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นเรียกว่าระบบแสตนอโลน (Standalone
system)มีไว้สำหรับใช้งานส่วนตัวจึงเรียกเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ได้อีกชื่อหนึ่งว่า
คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือเครื่องพีซี (PC:Personal Computer) และสามารถนำเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์มาเชื่อมต่อกับเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น
ๆ หรือเชื่อมต่อกับเครื่องเมนเฟรม เพื่อขยายประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
ทำให้เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์เป็นที่นิยมใช้กันแพร่หลายอย่างรวดเร็ว
5.องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์
เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เราเห็นๆ
กันอยู่นี้เป็นเพียงองค์ประกอบส่วนหนึ่งของระบบคอมพิวเตอร์เท่านั้น
แต่ถ้าต้องการให้เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามที่เราต้องการนั้น
จำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบพื้นฐาน 4 ประการมาทำงานร่วมกัน
ซึ่งองค์ประกอบพื้นฐานของระบบคอมพิวเตอร์ประกอบไปด้วย ฮาร์ดแวร์ (Hardware)
ซอฟต์แวร์ (Software) บุคลากร (People
ware) ข้อมูล / สารสนเทศ (Data/Information)
5.1 ฮาร์ดแวร์ (Hardware)
หมายถึงอุปกรณ์ต่างๆที่ประกอบขึ้นเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์มีลักษณะเป็นโครงร่างสามารถมองเห็นด้วยตาและสัมผัสได้
(รูปธรรม) เช่นจอภาพคีย์บอร์ดเครื่องพิมพ์เมาส์เป็นต้นซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นส่วนต่างๆตามลักษณะการทำงานได้
4 หน่วยคือหน่วยรับข้อมูล (Input Unit) หน่วยประมวลผลกลาง (Central
Processing Unit: CPU) หน่วยแสดงผล (Output Unit) หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง (Secondary Storage) โดยอุปกรณ์แต่ละหน่วยมีหน้าที่การทำงานแตกต่างกัน
5.2 ซอฟต์แวร์ (Software)
หมายถึงส่วนที่มนุษย์สัมผัสไม่ได้โดยตรง (นามธรรม)
เป็นโปรแกรมหรือชุดคำสั่งที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานซอฟต์แวร์จึงเป็นเหมือนตัวเชื่อมระหว่างผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์และเครื่องคอมพิวเตอร์ถ้าไม่มีซอฟต์แวร์เราก็ไม่สามารถใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำอะไรได้เลยซอฟต์แวร์สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งได้ดังนี้
5.2.1 ซอฟต์แวร์สำหรับระบบ (System
Software) คือชุดของคำสั่งที่เขียนไว้เป็นคำสั่ง
สำเร็จรูปซึ่งจะทำงานใกล้ชิดกับคอมพิวเตอร์มากที่สุดเพื่อคอยควบคุมการทำงานของฮาร์ดแวร์ทุกอย่างและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ในการใช้งานซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมระบบที่รู้จักกันดีก็คือDOS,
Windows, UNIX, Linux รวมทั้งโปรแกรมแปลคำสั่งที่เขียนในภาษาระดับสูงเช่นภาษาBasic,
FORTRAN, Pascal, COBOL, C เป็นต้นนอกจากนี้โปรแกรมที่ใช้ในการตรวจสอบระบบเช่นNorton’s
Utilities ก็นับเป็นโปรแกรมสำหรับระบบด้วยเช่นกัน
5.2.2 ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application
Software) คือซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมที่สั่ง
คอมพิวเตอร์ทำงานต่างๆตามที่ผู้ใช้ต้องการไม่ว่าจะด้านเอกสารบัญชีการจัดเก็บข้อมูลเป็นต้นซอฟต์แวร์ประยุกต์สามารถจำแนกได้เป็น
2 ประเภทคือ
- ซอฟต์แวร์สำหรับงานเฉพาะด้านคือโปรแกรมซึ่งเขียนขึ้นเพื่อการทำงานเฉพาะอย่างที่เราต้องการบางที่เรียกว่าUser’s
Program เช่นโปรแกรมการทำบัญชีจ่ายเงินเดือนโปรแกรมระบบเช่าซื้อโปรแกรมการทำสินค้าคงคลังเป็นต้นซึ่งแต่ละโปรแกรมก็มักจะมีเงื่อนไขหรือแบบฟอร์มแตกต่างกันออกไปตามความต้องการหรือกฎเกณฑ์ของแต่ละหน่วยงานที่ใช้ซงสามารถดัดแปลงแก้ไขเพิ่มเติม
(Modifications) ในบางส่วนของโปรแกรมได้เพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้และซอฟต์แวร์ประยุกต์ที่เขียนขึ้นนี้โดยส่วนใหญ่มักใช้ภาษาระดับสูงเป็นตัวพัฒนา
- ซอฟต์แวร์สำหรับงานทั่วไปเป็นโปรแกรมประยุกต์ที่มีผู้จัดทำไว้เพื่อใช้ในการทำงานประเภทต่างๆทั่วไปโดยผู้ใช้คนอื่นๆสามารถนำโปรแกรมนี้ไปประยุกต์ใช้กับข้อมูลของตนได้แต่จะไม่สามารถทำการดัดแปลงหรือแก้ไขโปรแกรมได้ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเขียนโปรแกรมเองซึ่งเป็นการประหยัดเวลาแรงงานและค่าใช้จ่ายในการเขียนโปรแกรมนอกจากนี้ยังไม่ต้องใช้เวลามากในการฝึกและปฏิบัติซึ่งโปรแกรมสำเร็จรูปนี้มักจะมีการใช้งานในหน่วยงานที่ขาดบุคลากรที่มีความชำนาญเป็นพิเศษในการเขียนโปรแกรมดังนั้นการใช้โปรแกรมสำเร็จรูปจึงเป็นสิ่งที่อำนวยความสะดวกและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งตัวอย่างโปรแกรมสำเร็จรูปที่นิยมใช้ได้แก่MS-Office,
Lotus, Adobe Photoshop, SPSS, Internet Explorer และเกมส์ต่างๆเป็นต้น
5.3บุคลากร (People
ware)
หมายถึงบุคลากรในงานด้านคอมพิวเตอร์ซึ่งมีความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์สามารถใช้งานสั่งงานเพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามที่ต้องการแบ่งออกได้4ระดับดังนี้
5.3.1ผู้จัดการระบบ (System
Manager) คือผู้วางนโยบายการใช้คอมพิวเตอร์ให้เป็นไป
ตามเป้าหมายของหน่วยงาน
5.3.2นักวิเคราะห์ระบบ (System
Analyst) คือผู้ที่ศึกษาระบบงานเดิมหรืองานใหม่และ
ทำการวิเคราะห์ความเหมาะสมความเป็นไปได้ในการใช้คอมพิวเตอร์กับระบบงานเพื่อให้โปรแกรมเมอร์เป็นผู้เขียนโปรแกรมให้กับระบบงาน
5.3.3โปรแกรมเมอร์ (Programmer)
คือผู้เขียนโปรแกรมสั่งงานเครื่องคอมพิวเตอร์
เพื่อให้ทำงานตามความต้องการของผู้ใช้โดยเขียนตามแผนผังที่นักวิเคราะห์ระบบได้เขียนไว้
5.3.4ผู้ใช้ (User)
คือผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ทั่วไปซึ่งต้องเรียนรู้วิธีการใช้เครื่องและ
วิธีการใช้งานโปรแกรมเพื่อให้โปรแกรมที่มีอยู่สามารถทำงานได้ตามที่ต้องการเนื่องจากเป็นผู้กำหนดโปรแกรมและใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์มนุษย์จึงเป็นตัวแปรสำคัญในอันที่จะทำให้ผลลัพธ์มีความน่าเชื่อถือเนื่องจากคำสั่งและข้อมูลที่ใช้ในการประมวลผลได้รับจากการกำหนดของมนุษย์
(People ware) ทั้งสิ้น
5.4ข้อมูล/สารสนเทศ (Data/Information)
ข้อมูล (Data) เป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งการทำงานของคอมพิวเตอร์จะเกี่ยวข้องกับข้อมูลตั้งแต่การนำข้อมูลเข้าจนกลายเป็นข้อมูลที่สามารถใช้ประโยชน์ต่อได้หรือที่เรียกว่าสารสนเทศ
(Information) ซึ่งข้อมูลเหล่านี้อาจจะเป็นได้ทั้งตัวเลขตัวอักษรและข้อมูลในรูปแบบอื่นๆเช่นภาพเสียงเป็นต้น
ข้อมูลที่จะนำมาใช้กับคอมพิวเตอร์ได้นั้นโดยปกติจะต้องมีการแปลงรูปแบบหรือสถานะให้คอมพิวเตอร์เข้าใจก่อนจึงจะสามารถเอามาใช้งานในการประมวลผลต่างๆได้เราเรียกสถานะนี้ว่าสถานะแบบดิจิตอลซึ่งมี2 สถานะเท่านั้นคือเปิด(1) และปิด(0)
6. ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์
จากการที่คอมพิวเตอร์มีลักษณะเด่นหลายประการ
ทำให้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตประจำวันในสังคมเป็นอย่างมาก
ที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดก็คือ การใช้ในการพิมพ์เอกสารต่างๆ เช่น พิมพ์จดหมาย รายงาน
เอกสารต่างๆ ซึ่งเรียกว่างานประมวลผล (Word processing) นอกจากนี้ยังมีการประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ในด้านต่างๆ
อีกหลายด้าน ดังต่อไปนี้
6.1งานธุรกิจเช่นบริษัทร้านค้าห้างสรรพสินค้าตลอดจนโรงงานต่างๆใช้คอมพิวเตอร์ในการทำบัญชีงานประมวลคำและติดต่อกับหน่วยงานภายนอกผ่านระบบโทรคมนาคมนอกจากนี้งานอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ก็ใช้คอมพิวเตอร์มาช่วยในการควบคุมการผลิตและการประกอบชิ้นส่วนของอุปกรณ์ต่างๆเช่นโรงงานประกอบรถยนต์ซึ่งทำให้การผลิตมีคุณภาพดีขึ้นบริษัทยังสามารถรับหรืองานธนาคารที่ให้บริการถอนเงินผ่านตู้ฝากถอนเงินอัตโนมัติ
(ATM)
และใช้คอมพิวเตอร์คิดดอกเบี้ยให้กับผู้ฝากเงินและการโอนเงินระหว่างบัญชีเชื่อมโยงกันเป็นระบบเครือข่าย
6.2งานวิทยาศาสตร์การแพทย์และงานสาธารณสุขสามารถนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในนำมาใช้ในส่วนของการคำนวณที่ค่อนข้างซับซ้อนเช่นงานศึกษาโมเลกุลสารเคมีวิถีการโคจรของการส่งจรวดไปสู่อวกาศหรืองานทะเบียนการเงินสถิติและเป็นอุปกรณ์สำหรับการตรวจรักษาโรคได้ซึ่งจะให้ผลที่แม่นยำกว่าการตรวจด้วยวิธีเคมีแบบเดิมและให้การรักษาได้รวดเร็วขึ้น
6.3งานคมนาคมและสื่อสารในส่วนที่เกี่ยวกับการเดินทางจะใช้คอมพิวเตอร์ในการจองวันเวลาที่นั่งซึ่งมีการเชื่อมโยงไปยังทุกสถานีหรือทุกสายการบินได้ทำให้สะดวกต่อผู้เดินทางที่ไม่ต้องเสียเวลารออีกทั้งยังใช้ในการควบคุมระบบการจราจรเช่นไฟสัญญาณจราจรและการจราจรทางอากาศหรือในการสื่อสารก็ใช้ควบคุมวงโคจรของดาวเทียมเพื่อให้อยู่ในวงโคจรซึ่งจะช่วยส่งผลต่อการส่งสัญญาณให้ระบบการสื่อสารมีความชัดเจน
6.4งานวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมสถาปนิกและวิศวกรสามารถใช้คอมพิวเตอร์ในการออกแบบหรือจำลองสภาวการณ์ต่างๆเช่นการรับแรงสั่นสะเทือนของอาคารเมื่อเกิดแผ่นดินไหวโดยคอมพิวเตอร์จะคำนวณและแสดงภาพสถานการณ์ใกล้เคียงความจริงรวมทั้งการใช้ควบคุมและติดตามความก้าวหน้าของโครงการต่างๆเช่นคนงานเครื่องมือผลการทำงาน
6.5งานราชการเป็นหน่วยงานที่มีการใช้คอมพิวเตอร์มากที่สุดโดยมีการใช้หลายรูปแบบทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบทบาทและหน้าที่ของหน่วยงานนั้นๆเช่นกระทรวงศึกษาธิการมีการใช้ระบบประชุมทางไกลผ่านคอมพิวเตอร์,กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้จัดระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อเชื่อมโยงไปยังสถาบันต่างๆ, กรมสรรพากรใช้จัดในการจัดเก็บภาษีบันทึกการเสียภาษีเป็นต้น
6.6 การศึกษาได้แก่การใช้คอมพิวเตอร์ทางด้านการเรียนการสอนซึ่งมีการนำคอมพิวเตอร์มาช่วยการสอนในลักษณะบทเรียนCAI หรืองานด้านทะเบียนซึ่งทำให้สะดวกต่อการค้นหาข้อมูลนักเรียนการเก็บข้อมูลยืมและการส่งคืนหนังสือห้องสมุด
7. การดูแลรักษา เครื่องคอมพิวเตอร์
7.1ทำความสะอาดคอมพิวเตอร์บ้าง
วิธีการทำความสะอาดคอมพิวเตอร์นั้นไม่ยากอย่างที่เราคิดครับแต่ก็ต้องทำให้ถูกหลักด้วยนะครับเริ่มจากการถอดปลั๊กไฟก่อนและทำความสะอาดโดยใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเปล่าหรือน้ำยาทำความสะอาดคอมพิวเตอร์เช็ดส่วนต่างๆที่เป็นตัวเครื่องหรือกรอบหน้าจอเมาส์คีย์บอร์ดรวมถึงสายไฟคอมพิวเตอร์
7.2
เป่าฝุ่นหรือกำจัดฝุ่นที่อยู่บนตัวเครื่อง
สำหรับวิธีนี้แนะนำให้ใช้แปลงทาสีที่มีขนอ่อนๆอาจจะเป็นแปรงด้ามไม้ไผ่หาซื้อได้ตามร้านวัสดุก่อสร้างครับเพราะหน้าจอหรือตัวเครื่องบางรุ่นหากใช้แปรงที่มีขนหนาอาจทำให้เป็นรอยได้อย่าลืมใส่ผ้าปิดจมูกก่อนทำความสะอาดนะครับถ้าใครมีเครื่องเป่าฝุ่นหรือเป่าลมสามารถเป่าเครื่องได้นะครับเพื่อไล่ฝุ่นออกจากคอมพิวเตอร์
7.3.ตรวจเช็คความเรียบร้อยภายในตัวเครื่องคอมพิวเตอร์
วิธีนี้อาจยุ่งยากหน่อยสำหรับผู้ที่ไม่ถนัดในด้านการช่างครับเพราะต้องทำการเปิดฝาเครื่องคอมพิวเตอร์โดยจะต้องไขน็อตที่ล็อกฝาข้างอยู่ควรตรวจเช็คพัดลมระบายความร้อนและสายไฟที่อยู่ภายในครับว่ายังอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดีอยู่หรือเปล่าเพราะความร้อนก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้คอมพิวเตอร์เสียได้เพราะอุปกรณ์สึกหรอ
7.4 จัดวางคอมพิวเตอร์ให้ถูกหลัก
: สำหรับผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะการจัดวางหน้าจอคอมพิวเตอร์ควรวางให้ห่างจากกำแพงหรือมีช่องว่างด้านหลังจอประมาณ
1 ไม้บรรทัดครับเพราะความร้อนที่กระจายออกมาจะได้มีการระบายที่โล่งและไม่เกิดอุณหภูมิสูงรวมถึงตัวเคสคอมพิวเตอร์ก็ควรตั้งในที่มีช่องระบายความร้อนให้ลมสามารถพัดเข้า-ออกได้ผู้ที่ใช้โน้ตบุ้คก็เช่นเดียวกันครับควรยกระดับด้านล่างของโน้ตบุ้คให้มีช่องว่างระบายอากาศด้านล่างด้วยเนื่องจากโน้ตบุ้คจะมีความร้อนที่สูงกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไปแนะนำให้หาพัดลมตัวเล็กๆหรือพัดลมตั้งพื้นเป่าจะแน่นอนสุดครับเย็นทั้งคนและเครื่อง
7.5 เข้าศูนย์หรือร้านซ่อมคอมใกล้บ้าน
วิธีนี้สำหรับคนที่ไม่สะดวกในการจัดการคอมพิวเตอร์ก็ต้องฝากให้เป็นงานของช่างคอมพิวเตอร์ช่วยตรวจสอบกันว่าอุปกรณ์ต่างๆยังอยู่ในสภาพดีไหมก่อนตรวจเช็คสอบถามราคาในการดำเนินการก่อน
7.6 จัดการไฟล์ที่ไม่ได้ใช้แล้วหรือไม่สำคัญ
ไฟล์ต่างๆที่เราดาวน์โหลดมาหรือเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์หากไม่ได้ใช้งานแล้วหรือไม่สำคัญก็ควรลบทิ้งจากเครื่องคอมพิวเตอร์ครับเพราะจะทำให้ไม่หนักเครื่องในส่วนของหน่วยความจำจะได้พร้อมและมีทีว่างรับข้อมูลใหม่
7.7 จัดระเบียบโฟลเดอร์ต่างๆ
ในส่วนนี้จะช่วยประหยัดทั้งเวลาและช่วยในเรื่องการทำงานของเราได้เลยครับเพราะหากเราจัดการไฟล์และโฟลเดอร์ต่างๆให้เป็นระเบียบเรียบร้อยเวลาที่หาไฟล์ต่างๆก็จะสะดวกมากขึ้นเครื่องก็จะทำงานไม่หนักครับ
7.8
กำจัดและสแกนไวรัสในคอมพิวเตอร์
วิธีนี้อาจต้องใช้เวลาหน่อยครับเพราะแน่นอนว่าสำหรับคนที่ใช้คอมพิวเตอร์มานานข้อมูลต่างๆรูปภาพไฟล์เพลงงานต่างๆมากมายที่อยู่ในเครื่องมาจากหลากหลายที่ทำให้มีไวรัสแฝงตัวอยู่ในโฟลเดอร์ต่างทั้งที่เราไม่รู้บ้างยิ่งข้อมูลมากยิ่งใช้เวลาสแกนนานมากขึ้นลองหาโปรแกรมสแกนไวรัสสักตัวอย่างเช่นnod32
เพื่อให้การใช้งานคอมพิวเตอร์ไม่มีปัญหาครับ
7.9ลบโปรแกรมที่ไม่ได้ใช้งานทิ้ง
หากเรารู้ว่าโปรแกรมไหนที่เราไม่ได้ใช้งานแล้วหรือเกมส์ต่างๆที่เราลงไว้ในคอมพิวเตอร์ไม่ได้เล่นเราควรจะลบออกครับเช่นเดียวกับโฟลเดอร์และไฟล์เพราะจะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของเราไม่ทำงานหนักที่ต้องเตรียมโปรแกรมต่างๆคอยเสิร์ฟเวลาที่เราจะใช้งาน
7.10 หาวิธีหรือการใช้งานที่ถูกต้อง
จริงๆแล้ววิธีนี้ก็คือการใช้งานคอมพิวเตอร์ให้ถูกต้องตามพื้นฐานครับเพราะถ้าเราไม่รู้หลักในการใช้งานแล้วตั้งแต่ข้อ9 จนถึง1 ที่กล่าวมาก็อาจทำให้เราละเลยในการดูแลรักษาคอมพิวเตอร์จากการใช้งานที่ไม่ถูกต้องได้ไม่ยากครับเพียงแค่เราคอยเอาใจใส่ทั้งตัวเราและคอมพิวเตอร์ต้องเริ่มจากตัวเราก่อนครับเพราะถ้าเราไม่ดูแลสุขภาพตัวเราก่อนเวลาที่เราจะดูแลคอมพิวเตอร์ก็จะมีน้อยลง